เก๋ากี้แดง VS เก๋ากี้ดำ

 

ขอเล่าเรื่องสมุนไพรจีนสักนิดตามโอกาสที่ความสัมพันธ์ไทย-จีนครบ 50 ปี สมุนไพรจีนชนิดนี้ก็อยู่ในสังคมไทยมานานและเป็นที่คุ้นเคยกับคนไทยไม่น้อย เก๋ากี้เป็นผลไม้ของจีนก็จริงแต่คนไทยก็นำมาใช้ประกอบอาหารกันมาอย่างยาวนาน

เก๋ากี้เป็นไม้ที่อยู่ในวงศ์มะเขือ (Solanaceae) มี 2 แบบ คือ เก๋ากี้แดงและเก๋ากี้ดำ คนไทยมักคุ้นเคยเก๋ากี้แดงแต่เราก็จะรู้จักกันน้อยมากว่า เก๋ากี้แดงที่เราใช้บริโภคกันมาจากพืช 2 ชนิด ชนิดที่พบเห็นได้มาก คือ Lycium barbarum L. มีชื่อสามัญในภาษาอังกฤษว่า Chinese wolfberry, barbary matrimony vine, red medlar หรือ matrimony vine มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีนตอนเหนือ โดยเฉพาะเขตปกครองพิเศษซินเจียง และมองโกเลียตอนกลาง เป็นไม้พุ่มผลัดใบ มีความสูงโดยทั่วไป 1–3 เมตร ใบเรียงแบบสลับกัน หรือเป็นกระจุกที่มีมากถึงสามใบ ดอกจะเติบโตเป็นกลุ่มละ 1-3 ดอก มีกลีบดอกสีม่วง ผลมีรูปทรงรี สีส้มแดงสด มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 1–2 เซนติเมตร กลีบเลี้ยงแยกออกเป็นสองซีกผ่าลึก จำนวนเมล็ดในแต่ละผลจะแตกต่างกันอย่างมากขึ้นอยู่กับพันธุ์และขนาดของผล โดยมีตั้งแต่ 10 ถึง 60 เมล็ด เมล็ดมีความยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร กว้าง 1 มิลลิเมตร สีเหลืองอมเขียว

เก๋ากี้แดงอีกชนิดหนึ่ง คือ Lycium chinense Mill. มีชื่อสามัญในภาษาอังกฤษว่า Chinese boxthorn , Chinese matrimony-vine , Chinese teaplant , Chinese wolfberry , wolfberry และ Chinese desert- thorn เป็นไม้พุ่มผลัดใบเช่นกัน สูง 1–3 เมตร เตี้ยกว่าชนิด Lycium barbarum เล็กน้อย ลำต้นแตกกิ่งก้านสาขามาก กิ่งก้านมีสีเทาอ่อน เรียว โค้งงอหรือห้อยลงมา มีหนามยาว 0.5–2 เซนติเมตร ใบของต้น Lycium chinense เป็นใบเดี่ยวเรียงสลับกันหรือเป็นกลุ่ม ๆ ละ 2 ถึง 4 ใบ กลีบดอกสีลาเวนเดอร์หรือสีม่วงอ่อน ผลของ Lycium chinense เป็นแบบเบอร์รี่สีส้มแดงสดใส มีรูปร่างเป็นรูปไข่หรือรูปขอบขนานยาว 7–15 มิลลิเมตร และกว้าง 5 ถึง 8 มิลลิเมตร แต่เมื่อนำมาเพาะปลูก ผลอาจยาวได้ถึง 22 มิลลิเมตร มีเมล็ดสีเหลืองอัดแน่น ผลจะสุกในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงตุลาคมในซีกโลกเหนือ มีรายงานว่ามีการนำเอาเก๋ากี้ชนิดนี้เข้ามาปลูกในประเทศไทย

สรุปได้ว่าเก๋ากี้แดง ชนิด Lycium chinense และ Lycium barbarum มีลักษณะคล้ายกันมาก แตกต่างกันที่ลักษณะทางสัณฐานวิทยาของดอก หลอดกลีบดอกของ Lycium barbarum ยาวกว่ากลีบดอกของ Lycium chinense อย่างเห็นได้ชัด และกลีบเลี้ยงของ Lycium chinense มักจะมีมากกว่าสองกลีบ ในขณะที่ Lycium barbarum มีเพียงสองกลีบ ผลของเก๋ากี้ชนิด Lycium chinense มีขนาดใหญ่กว่าผลของเก๋ากี้ชนิด Lycium barbarum

เก๋ากี้แดงทั้ง 2 ชนิด ใช้ประโยชน์ในลักษณะเดียวกัน ในตำรายาจีนระบุว่าเก๋ากี้แดงมีรสหวาน สุขุม เข้าสู่เส้นลมปราณตับและไต บำรุงตับและไต ช่วยบำรุงสายตาทำให้มองเห็นชัดขึ้น ป้องกันความเสื่อมของจอประสาทตา ช่วยบำรุงผิวพรรณ ลดความดันโลหิตสูง บรรเทาอาการนอนไม่หลับ และมีใยอาหารช่วยในการขับถ่าย ป้องกันการเป็นอัลไซเมอร์ ต้านความแก่ และเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

เก๋ากี้ดำ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Lycium ruthenicum Murray อยู่ในวงศ์มะเขือ (Solanaceae) เช่นเดียวกับเก๋ากี้แดง มีชื่อสามัญในภาษาอังกฤษว่า Black wolfberry ที่จริงแล้วเก๋ากี้ดำ เป็นผลไม้สีม่วงเข้มจนดูเป็นสีดำ มีถิ่นที่เกิดทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีน อาฟกานิสสถาน มองโกเลียใน อิหร่าน อิรัก คาซัคสถาน คีร์กีซสถาน มองโกเลีย คอเคซัสเหนือ (ส่วนหนึ่งของรัสเซีย) ปากีสถาน ทาจิกิสถาน ธิเบต ทรานส์คอเคเซียน (จอร์เจีย, อาร์เมเนีย, และอาเซอร์ไบจาน) เติร์กเมนิสถาน สาธารณรัฐทูร์เคีย (ตุรกี) อุซเบกิสถานและเขตปกครองตนเองซินเจียง มีการนำเข้าไปปลูกเป็นการค้าในเยอรมันและเวียดนาม เก๋ากี้ดำเป็นผลไม้ที่มีแอนโทไซยานินสูงมาก ซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพหลายประการจัดเป็นอาหารฟังก์ชัน (functional food) มีฤทธิ์ิ์ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ชลอความเสื่อมของเซลล์ มีสารช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์/ความแก่ (anti-aging) เก๋ากี้ดำมีแร่ธาตุสูงโดยเฉพาะธาตุเหล็ก แคลเซียม คอปเปอร์ ซิงค์

ในทางการแพทย์แผนจีน เก๋ากี้ดำ รสหวาน ฤทธิ์กลาง ออกฤทธิ์ตามเส้นลมปราณของตับ ไต และปอด ช่วยบำรุงไต เสริมตับ บำรุงสายตา สงบประสาท ดับกระหาย เสริมปอด แก้ไอร้อน รักษาตับและไต หยินพร่อง เอวและเข่าอ่อนแรง เวียนศีรษะ ตาลาย น้ำตามาก เบาหวาน เนื่องจากเก๋ากี้ดำมีแร่ธาตุปริมาณสูง การนำมาใช้แต่ละครั้ง ไม่ควรเกินครั้งละ 5 กรัม และต่อวันไม่ควรเกิน 20 กรัม คนจีนทั่วไปไม่นิยมนำเอาเก๋ากี้ดำมาประกอบอาหาร แต่มักนำมาชงเป็นชาดื่มหรือใช้ชงกับเครื่องดื่ม เช่น ใช้ชงน้ำร้อนร่วมกับใบชา หรือชงกับน้ำร้อนก็จะให้สีฟ้าออกม่วงสวยงาม หรืออาจจะประยุกต์ใส่ในเครื่องดื่มเย็นอื่น ๆ ก็จะให้สีฟ้าอ่อน ๆ

ตำราโบราณทางการแพทย์ทิเบตบันทึกว่า เก๋ากี้ดำเป็นยาสำหรับการรักษาโรคหัวใจ แก้ไขประจำเดือนผิดปกติ ใช้เป็นยาสำหรับสตรีในวัยหมดประจำเดือน และช่วยลดความดันโลหิต แพทย์ท้องถิ่นอุยกูร์ ใช้ผลเก๋ากี้ดำและเปลือกรากในการรักษานิ่วในทางเดินปัสสาวะ เลือดออกตามไรฟัน บำรุงสายตาและใช้ในโรคความดันโลหิตสูง ยังใช้เป็นยาภายนอกแก้โรคหิด กลาก ด้วย

มีการศึกษาพบว่าเก๋ากี้ดำช่วยลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและเส้นเลือดอุดตันในสมอง ด้วยการยับยั้งไม่ให้เลือดจับตัวเป็นก้อน ชะลอความเสื่อมของดวงตา ช่วยยับยั้งจุลินทรีย์ก่อโรค (pathogen) อีโคไล (Escherichia coli) ในระบบทางเดินอาหาร ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคท้องร่วงและอาหารเป็นพิษด้วย หากใครเคยชิมเก๋ากี้ดำจะมีรสหวานปะแล่ม ๆ อมเปรี้ยวนิด ๆ ไม่หวานจัดเหมือนเก๋ากี้แดง

ถ้าถือว่า ไทย-จีนใช่อื่นไกลพี่น้องกัน พืชต่างถิ่นนี้ก็อยู่ในสังคมไทยมาอย่างยาวนาน การได้เรียนรู้แลกเปลี่ยนประโยชน์น่าจะมีคุณค่านำมาใช้ประโยชน์ในการเลือกบริโภคเก๋ากี้ต่อไป.

 

https://www.thefest.com/Images/acetoto888/ https://www.thefest.com/Images/acegaming888/ https://www.thefest.com/Images/plazaslot/
slot thailand