นางแลว ไม้ส่งออก ดอกกินได้

ชื่อเรียกต้นไม้นี้ออกเสียงยาว “แลว” แต่ก็พบว่าบางพื้นที่เรียกชื่อด้วยเสียงสั้น “นางเลว” เหมือนให้ร้ายกับสมุนไพรชนิดนี้ คงเป็นเพราะว่า สมุนไพร นางแลว มีสรรพคุณอยู่อย่างหนึ่งในด้านใช้บำรุงเกี่ยวกับเพศ โดยยาพื้นบ้านนำมาปรุงแล้วทำให้กระตุ้นอารมณ์เพศแบบเข้มข้น หากไปถามหมอยาพื้นบ้านอีสานจะเรียกชื่อพืชในกลุ่มนี้ค่อนข้างไม่สุภาพนัก ต้องขออภัยไว้ที่นี้ แต่เพื่อการเรียนรู้ทางอีสานเรียกว่า “กระดองหีหัก” จึงเลี่ยงมาเรียกชื่อให้เป็น “นางเลว” แทน อีกความเชื่อหนึ่งซึ่งสันนิษฐานว่าลักษณะของช่อดอกของนางแลวมีความเหมือนหางของลิงลาวชนิดหนึ่ง จึงเรียกชื่อเพี้ยนมาเป็น “นางแลว”

ชื่อจะพิสดารอย่างไรก็เรียนรู้ไว้ แต่ที่น่าสนใจคือ นางแลวเป็นพืชกลุ่มที่นิยมนำดอกมาประกอบอาหาร ในทางวิชาการนางแลวหรือนางเลวเป็นพืชอยู่ใน วงศ์หน่อไม้ฝรั่ง (Asparagaceae) ในประเทศไทยมีพืชที่เรียกว่านางแลวหรือนางเลวอยู่ 2 สกุล คือ Aspidistra และ Tupistra และจากฐานข้อมูลของสวนพฤกษศาสตร์หลวง เมืองคิว ประเทศอังกฤษ รายงานว่าสกุล Aspidistra มีสมาชิกถึง 245 ชนิด สำหรับในประเทศไทยที่หอพรรณไม้ของกรมป่าไม้ รายงานว่าพบพืชสกุลนี้ในประเทศไทย เพียง 3 ชนิด คือ 1) นางแลวเขา (Aspidistra longifolia Hook.f.) 2) นางแลวภู (Aspidistra subrotata Y.Wan & C.C.Huang) 3) นางแลวหรือเฒ่าลืมไม้เท้า (Aspidistra sutepensis K.Larsen)

ส่วนสกุล Tupistra มีสมาชิก 49 ชนิด มีรายงานว่าพบในประเทศไทย 8 ชนิด คือ 1) นางแลว (Tupistra clarkei Hook.f.) (แต่ฐานข้อมูลของสวนพฤกษศาสตร์หลวง เมืองคิวกล่าวว่าพบเฉพาะที่เทือกเขาหิมาลัยตะวันออกและเนปาลเท่านั้น) 2) กงควน (Tupistra grandis Ridl.) 3) ยังไม่มีชื่อไทย Tupistra kressii N.Tanaka แต่นับเป็นพืชถิ่นเดียวที่พบเฉพาะที่ประเทศไทย 4) ยังไม่มีชื่อไทย Tupistra malaiana N.Tanaka 5) นางเลว (Tupistra muricata (Gagnep.) N.Tanaka) 6) นางลาว (Tupistra nutans Wall. ex Lindl.) (แต่ฐานข้อมูลของสวนพฤกษศาสตร์หลวง เมืองคิวกล่าวว่าชนิดนี้พบเฉพาะที่อัสสัมและบังคลาเทศเท่านั้น) 7) ยังไม่มีชื่อไทยTupistra ochracea (Ridl.) N.Tanaka 8) Tupistra urceolata N.Tanaka & W.J.Kress เป็นพืชถิ่นเดียวเช่นกันที่พบเฉพาะในประเทศไทย

นางแลวหรือนางเลวทั้ง 2 สกุล มีลักษณะต่างกันที่ช่อดอกและรูปร่างของใบ ที่นิยมนำมากินเป็นอาหารในประเทศไทย คือ ชนิดเฒ่าลืมไม้เท้า Aspidistra sutepensis K.Larsen ซึ่งปลูกกันมากเพื่อการค้าในจังหวัดภาคเหนือ นางแลวหรือนางเลวชนิดนี้ อ่านชื่อก็จะบ่งบอกว่าพบครั้งแรกที่ดอยสุเทพเพื่อเป็นการให้เกียรติ ปัจจุบันมีการกระจายอยู่ในภาคเหนือ ภาคกลางและภาคอีสาน ยังไม่มีรายงานว่าพบในภาคใต้ เรียกชื่อท้องถิ่น เช่น นางแลว ลิงลาว เดาะไค้ลา ปู่เฒ่าลืมไม้เท้า เอื้องแลว (ภาคเหนือ) ลีลาว (ภาคกลาง) บีกั้ง บีปลากั้ง (ภาคอีสาน) ลักษณะเป็นพืชล้มลุก แตกกอมีเหง้าอยู่ใต้ดิน ใบเดี่ยวออกเวียนจากลำต้นใต้ดิน รูปขอบขนาน ปลายใบแหลม แผ่นใบสีเขียวเข้มเป็นมัน ดอกออกจากลำต้นใต้ดิน ตั้งตรงชูก้านดอกขึ้นคล้ายดอกกล้วยไม้ ดอกย่อยสีขาวอมม่วง บานจากล่างขึ้นบน ผลแบบแคปซูล สีเขียวเข้ม ชอบขึ้นในป่าดิบแล้งและป่าดิบเขา โดยเฉพาะบริเวณริมลำธารที่มีความชื้นสูง ดอกออกช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน

การปรุงอาหารนิยมนำดอกอ่อนมานึ่งกินกับน้ำพริก มีรสขมแต่กลมกล่อม และมักใส่ในแกงแค หรือแกงที่ใส่ปลาแห้งด้วย สรรพคุณทางสมุนไพร รากและเหง้า นำมาดองเหล้าใช้ดื่มบำรุงกำลัง ใบนำมาต้มน้ำดื่มแก้ช้ำใน แก้ปวดหลัง และจากประสบการณ์คนเคี้ยวหมากถ้านำเหง้านางแลวมาผสมด้วยจะช่วยเพิ่มรสชาติอย่างดี และเคยมีการศึกษาของมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ (ปี 2552) พบว่าสารสกัดจากส่วนของใบ ราก ดอก มีสารสำคัญช่วยยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์ได้ 4 ชนิด คือ Salmonella spp. E. coli, Shigella spp. และ Staphylococcus aureus

สำหรับชนิด นางแลวภู (Aspidistra subrotata Y.Wan & C.C.Huang) ไม่มีรายงานการนำดอกมารับประทานหรือใช้เป็นยาสมุนไพร แต่มีรายงานว่านำไปใช้เป็นไม้ประดับ

นางแลวในสกุล Tupistra มีเพียง 2 ชนิดที่มีรายงานว่านำช่อดอกมารับประทาน คือ นางแลว ชนิดTupistra clarkei Hook.f. และนางลาว Tupistra nutans Wall. ex Lindl. แต่เป็นข้อมูลการบริโภคจากต่างประเทศโดยเฉพาะพื้นที่แถบหิมาลัย ในสิกขิมประเทศอินเดียเรียกพืชชนิดนี้ว่า “นาคิมา” (Nakima) เป็นพืชผักที่นิยมอย่างมาก ในพื้นที่ใกล้เคียงของดาร์จีลิงและกาลิมปง รัฐเบงกอลตะวันตกของอินเดียก็พบเห็นวางขายในตลาดท้องถิ่นด้วย ความนิยมกินผักชนิดนี้เข้าข่าย “อาหารเพื่อสุขภาพ” น่าจะมาจากผักนางแลวอุดมไปด้วยวิตามิน สารอาหาร แร่ธาตุต่าง ๆ และเป็นแหล่งของสารต้านอนุมูลอิสระและไฟโตเคมิคอลจากธรรมชาติ ส่วนประกอบทางเคมีของผักนี้ยังมีศักยภาพในการนำไปประยุกต์ใช้ในด้านเคมีการแพทย์ วิทยาศาสตร์โมเลกุล และเภสัชกรรม และที่สำคัญช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับชุมชน เพราะสามารถพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลายรูปแบบ เช่น อบแห้ง ดองและรูปแบบผง เป็นต้น

น่าสนใจยิ่งเมื่อเปิดดู คู่มือหลักสูตร : การส่งออกพืชเพื่อปลูกไปต่างประเทศ โดย สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร มีการแนะนำพืชส่งออกไปจำหน่ายในยุโรป (ส่วนใหญ่นำไปเป็นไม้ประดับมากกว่าบริโภคหรือใช้เป็นยา) พบว่ามีการแนะนำพืชในกลุ่มนางแลวจำนวน 5 ชนิด คือ 1) Aspidistra lurida Ker Gawl. ชนิดนี้มีแหล่งกำเนิดในจีนแต่น่านำเข้ามาปลูกเป็นการค้าในประเทศไทย 2) Aspidistra sutepensis K.Larsen 3) Tupistra muricata (Gagnep.) N.Tanaka (เดิมใช้ชื่อว่า Tupistra albiflora K.Larsen) 4) Tupistra clarkei Hook.f.และ 5) Tupistra grandis Ridl.

พืชในกลุ่มนางแลว กินเป็นอาหารก็ได้ สรรพคุณตามภูมิปัญญาท้องถิ่นก็น่าสนใจ และมีศักยภาพเป็นพืชเศรษฐกิจได้ในหลายรูปแบบ ปีม้านี้นำพาสุขภาพและเศรษฐกิจกันนะ.

https://www.thefest.com/Images/acetoto888/ https://www.thefest.com/Images/acegaming888/ https://www.thefest.com/Images/plazaslot/
slot thailand