
วิกฤตหลังน้ำท่วมภาคใต้ตอนล่างยังไม่จบ ซ้ำภาคกลางหลายจังหวัดก็ยังจมน้ำอยู่เข้าเดือนที่ 5 แล้ว สำหรับคนที่เชื่อเรื่องดวงเมือง ก็ฟันธงว่า มหาอุทกภัยครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะปีงูเล็กเป็นปีชงกับปีเสือ ซึ่งเป็นปีนักษัตรดวงเมืองของประเทศไทย บางคนก็เชื่อว่าเกิดจากอาถรรพ์ข้ามสองศตวรรษ ตามพงศาวดารกล่าวว่าในพิธียกเสาหลักเมืองของกรุงเทพมหานครตามฤกษ์ย่ำรุ่ง วันอาทิตย์ 21 เมษายน พ.ศ.2325 ได้ปรากฏงูเล็ก ๔ ชีวิตอยู่ที่ก้นหลุมในขณะที่กำลังฝังเสาหลักเมือง ถือเป็นอวมงคลนิมิตที่มีการทำพิธีแก้เคล็ดเสร็จสิ้นไปตั้งแต่ครั้งโบราณนานแล้ว
ฉะนั้นเหตุอาเพศใหญ่ครั้งนี้น่าจะเกิดจากดวงโลกมากกว่าดวงเมือง เพราะมีปรากฏการณ์ภาวะโลกรวนป่วนไปทุกทวีป อันเป็นผลมาจากการกระทำของมนุษย์ ที่ตัดไม้ทำลายป่า ปล่อยก๊าซเรือนกระจกจนโลกเดือด ราวกับมีดวงอาทิตย์ 2 ดวง ก่อให้เกิดมหาเมฆที่หลั่งฝนกรดด้วยท่อธาราใหญ่ ตามที่พระอรรถกถาจารย์กล่าวไว้ในเรื่อง “กัปพินาศด้วยน้ำ” ซึ่งมาพ้องกับยุคนี้ที่ดินฟ้าอากาศแปรปรวนแบบสุดขั้ว เกิดระเบิดฝนหล่นใส่หาดใหญ่ไทยแลนด์พอดี นอกจากทำให้เมืองป่วนวินาศสันตะโรแล้ว ผู้คนยังเกิดภาวะจิตป่วนไปทั่ว ทั้งผู้ที่ประสบภัยเองและผู้ที่เฝ้าติดตามข่าวน้ำท่วมจนจิตตก
ตามหลักกายวิภาคของแพทย์แผนไทยที่มีมาในวิสุทธิมรรคว่าด้วย “หทัยรูป” นั้น มีฟังก์ชันมากกว่า “หัวใจ” ที่ทำหน้าที่สูบฉีดโลหิตหล่อเลี้ยงร่างกาย ตามความเข้าใจของแพทย์แผนตะวันตก แต่ “หัวใจ”ยังเป็น “วัตถุแห่งมโนธาตุ มโนวิญญาณ และธรรมอันสัปยุต(มีอิทธิพล)กับธาตุทั้งสองนั้นให้สำเร็จ ตั้งอยู่ในภายในแห่งหัวใจ” ถ้าแปลภาษาต้นฉบับให้ฟังง่าย ๆ ก็คืออวัยวะหัวใจ ไม่ใช่แค่เครื่องปั๊มเลือดนำออกซิเจนและสารอาหารไปเลี้ยงเนื้อเยื่อร่างกายเท่านั้น แต่ยังเป็นที่ทำงานของจิตด้วย
ในพระคัมภีร์ธาตุวิภังค์ (ตำราว่าด้วยการรักษาโรคอันเกิดจากความพิการของธาตุทั้ง4 ) และพระคัมภีร์โรคนิทาน (ตำราที่ว่าด้วยเหตุแห่งโรค) กล่าวตรงกันว่า “หัวใจ” หรือ “ดวงหฤทัย” ของคนเรานั้น “ถ้าพิการก็ดี แตกก็ดี กระทำให้เป็นคนเสียจริตหรือเป็นบ้า ถ้ายังอ่อนอยู่ (อาการยังไม่รุนแรง) ก็ให้คุ้มดีคุ้มร้าย มักให้ขึ้งโกรธ บางทีให้ระส่ำระสาย ให้หิวโหย หากำลังไม่ได้ ให้เป็นไปต่าง ๆ นานา”
ดังนั้นแพทย์แผนไทยจึงถือว่า หทัยพิการมิใช่โรคทางอายุรกรรมเท่านั้น แต่เป็นโรคทางจิตเวชด้วย หากดวงหฤทัยพิการหรือผิดปกติไม่มากจนถึงกับเสียจริตหรือเป็นบ้า แค่มีอาการวิตกกังวล กลุ้มอกกลุ้มใจ หรือถึงขนาดเครียดจัด ท่านให้แก้ด้วย “ยามูลจิตรใหญ่” ประกอบด้วยสมุนไพร 9 ชนิดดังนี้
“ผลคนทีสอ ใบสหัสคุณ ผลตะลิงปลิง จันทน์ทั้งสอง (จันทน์ขาว จันทน์แดง) ดีปลี เทียนข้าวเปลือก เทียนตาตั๊กแตน เทพทาโร เอาส่วนเท่ากัน บดปั้นแท่ง ละลายน้ำดอกไม้ แทรกพิมเสน กินหาย ใช้ได้ 108 แล”
ยามูลจิตรใหญ่ ชื่อก็บอกชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็นยาหัวใจครอบจักรวาล (คือกินหายใช้ได้ 108) ใช้แก้อาการผิดปกติทั่วไปของจิตใจ ด้วยสมุนไพรที่หาง่าย ปรุงง่าย กินง่าย และปลอดภัย เพียงแค่นำสมุนไพรแห้งบดผง แทรกพิมเสนใช้ครั้งละ 1 ช้อนชา ละลายน้ำดอกไม้ไทยหรือเทศก็ได้ วันละ 3 เวลาก่อนอาหาร จนสภาพจิตดีขึ้น ยาตำรับนี้จะมีรสเผ็ดหอมเป็นพื้นฐานและมีรสเปรี้ยวจี๊ดของผลตะลิงปลิงเป็นรสนำ นับเป็นจุดเด่นของยาไทยแก้โรคหัวใจตำรับนี้ ที่ใช้รสเปรี้ยวช่วยกระตุ้นทั้งจิตใจและร่างกายให้มีความตื่นตัว สดชื่นกระปรี้กระเปร่า ไม่ฟุ้งซ่านและมีสมาธิมากขึ้น โดยเฉพาะรสเปรี้ยวของผลตะลิงปลิงที่มีเทอร์ปีน (Terpenes) ซึ่งให้กลิ่นหอม (aromatic compound ) ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ช่วยชูสรรพคุณบำรุงหัวใจของตำรับยามูลจิตรใหญ่ให้มีประสิทธิผลยิ่งขึ้น
ตะลิงปลิง (Averhoa bilimbi) เป็นพืชโพ้นทะเลจากอินโดนีเซีย มีชื่อเรียกตามพื้นถิ่นเดิมว่า บิลิมบิง (Bilimbing) ซึ่งเพี้ยนมาเป็น ตะลิงปลิงในภาษากลาง หรือ หลิงปิงในภาษาปักษ์ใต้บ้านเรา แต่คนไทยไม่นิยมตะลิงปลิงเหมือนกับทุเรียน มังคุด และเงาะ ซึ่งมีถิ่นกำเนิดเดียวกัน ทั้งที่ตะลิงปลิงเป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทางโภชนาการและทางโอสถที่ควรได้รับการส่งเสริมให้บริโภคอย่างแพร่หลาย ประโยชน์ทางโภชนาการ ผลตะลิงปลิง 100 กรัม ให้พลังงานต่อร่างกาย 11 กิโลแคลอรี ประกอบด้วยเส้นใย 0.3 กรัม แคลเซียม 1 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 6 มิลลิกรัม เหล็ก 0.2 มิลลิกรัม วิตามินเอ 267 หน่วยสากล (IU) วิตามินบีหนึ่ง 0.03 มิลลิกรัม วิตามินบีสอง 0.09 มิลลิกรัม ไนอาซีน 0.7 มิลลิกรัม วิตามินซี 2 มิลลิกรัม
ชาวชนบทจึงนิยมนำผลตะลิงปลิงแทนมะนาวทำน้ำพริก แกงส้ม ต้มยำปลาทูหรือปลาอื่น ๆ และปัจจุบันมีการนำตะลิงปลิงมาประยุกต์ในเมนูซิกเนเจอร์ ต่าง ๆ เช่น แจ้วฮ้อนอีสาน ยำปลาดุกฟูน้ำปลาหวานใส่ตะลิงปลิงซอย เป็นต้น หรือทำตะลิงปลิงแช่อิ่มเป็นของหวานอมเปรี้ยวสร้างความสดชื่นหลังอาหาร
สำหรับประโยชน์ทางยา เฉพาะผล มีสรรพคุณเจริญอาหาร ฤทธิ์ฝาดสมานของแทนนินและเส้นใยในผลตะลิงปลิง ช่วยบำรุงกระเพาะอาหาร รักษาลำไส้อักเสบ มีฤทธิ์เย็นช่วยลดไข้ รสเปรี้ยวของกรดแอสคอร์บิก (ascorbic acid) แก้โรคเลือดออกตามไรฟัน ลักปิดลักเปิด แก้เสมหะเหนียว แก้ไอ สร้างภูมิคุ้มกัน ฟอกโลหิต ยาบำรุงแก้ปวดมดลูก บรรเทาโรคริดสีดวงทวาร ชาวเกาะชวากินผลตะลิงปลิงร่วมกับพริกไทยเพื่อขับเหงื่อในผู้มีอาการซึมเศร้า เป็นต้น กล่าวเฉพาะสรรพคุณบำรุงหัวใจ คลายเครียด ผลของตะลิงปลิงมีฟอสฟอรัสสูง ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยให้กล้ามเนื้อหัวใจทำงานได้ปกติ ทำให้จังหวะเต้นของหัวใจสม่ำเสมอ นอกจากนี้ ยังมีส่วนช่วยในการซ่อมแซมเซลล์และเนื้อเยื่อต่าง ๆ และยังช่วยลดอาการปวดกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกายอีกด้วย
เมื่อมีข้อดีก็มีข้อเสีย ผลตะลิงปลิงมีปริมาณกรดออกซาลิกสูง (Oxalic acid) เช่นเดียวกับใบชะอม เมล็ดสะตอ พืชผักยอดอ่อน เป็นต้น กรดออกซาลิกสามารถจับกับแคลเซียมตกตะกอนเป็นก้อนนิ่วที่ไต ทำให้เกิดภาวะไตวายเฉียบพลันได้ ผู้ป่วยโรคไตจึงต้องหลีกเลี่ยงผลตะลิงปลิง อย่างไรก็ตาม ถ้านำผลตะลิงปลิงมาเข้าสูตรตำรับยามูลจิตรใหญ่ ผลเสียข้างเคียงจากกรดออกซาลิกย่อมน้อยลงมาก และสามารถรับประทานตามขนาดยาที่เหมาะสมได้อย่างปลอดภัย
ใกล้สิ้นปีมะเส็งแล้ว ขอให้คนไทยไปพ้นจากอาการวิตกจริตของจิตเล็กอันคับแคบก้าวสู่จิตใหญ่ต้อนรับปีนักษัตรใหม่ด้วยใจอันเบิกบานกันถ้วนหน้า.



