ลมหนาว หอบพาหืดหอบมาด้วย

มาแล้ว ลมหนาวที่รอคอยหลังจากฝนปีนี้มากกว่าปกติ หลายคนรอคอยบรรยากาศฤดูหนาวและเตรียมตัวพักผ่อนช่วงเทศกาลปลายปี ลมหนาวช่วยให้เราคลายร้อนและรู้สึกสบายตัว แต่ถ้าว่ากันตามหลักต้นเหตุการเกิดโรคและทำให้โรคแปรปรวนตามทฤษฎีการแพทย์แผนไทยนั้น ในคัมภีร์สมุฏฐานวินิจฉัย กล่าวไว้ 4 ประการ ได้แก่ ธาตุสมุฏฐาน ฤดูสมุฏฐาน อายุสมุฏฐาน และกาลสมุฏฐาน

ในที่นี้ขยายความเล็กน้อยเฉพาะ “ฤดูสมุฏฐาน” หรือเรียกว่า “อุตุสมุฏฐาน” หมายถึงว่าพอเปลี่ยนฤดูหรือในฤดูนั้นจะทำให้อาการของโรคเกิดขึ้นได้ง่ายนั่นเอง คราวนี้ในคัมภีร์สมุฏฐานวินิจฉัย แบ่งฤดูออกเป็น 3 ประเภท คือ ฤดู 3 หมายถึงใน 1 ฤดูจะมี 4 เดือน, ฤดู 4 หมายถึง ใน 1 ฤดูมี 3 เดือน และฤดู 5 หมายถึง ใน 1 ฤดูมีประมาณ 2 เดือน เข้าใจว่าการแบ่งฤดูเช่นนี้มาจากฤดูกาลในประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นประเทศกว้างใหญ่มีความแตกต่างของฤดูกาล ถ้านึกถึงการเรียนหนังสือสมัยเด็ก ๆ ก็จะเรียกอินเดียว่าเป็นอนุทวีปเลยทีเดียว

สำหรับประเทศไทยเราแบ่งฤดูเป็น ฤดู 3 (ฤดูหนึ่งมี 4 เดือน) ดังนี้ 1) คิมหันตะ (ฤดูร้อน) แรม 1 ค่ำ เดือน 4 ถึงขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 เป็นพิกัดแห่งปิตตะสมุฏฐานเป็นเหตุ 2) วัสสานะ (ฤดูฝน) แรม 1 ค่ำ เดือน 8 ถึงขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 เป็นพิกัดแห่งวาตะสมุฏฐานเป็นเหตุ 3) เหมันต์ (ฤดูหนาว) แรม 1 ค่ำ เดือน 12 ถึงขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 เป็นพิกัดแห่งเสมหะสมุฏฐานเป็นเหตุ

เพิ่มเติมเป็นความรู้ ในอินเดียมีการแบ่งฤดูหลักออกเป็น 2 แบบ คือ 1) ทางภาคตะวันออกและภาคใต้แบ่งเป็น 3 ฤดู ฤดูละ 4 เดือน ได้แก่ คิมหันต์ (ฤดูร้อน) วัสสานะ (ฤดูฝน) และเหมันต์ (ฤดูหนาว)

แต่แบบที่ 2) ทางภาคเหนือแบ่งเป็น 5 ฤดู ฤดูละประมาณ 2 เดือน ได้แก่ เหมันต์ (ฤดูหนาว) สิสิระ (ฤดูหมอกหรือน้ำค้าง) วสันต์ (ฤดูใบไม้ผลิ) คิมหันต์ (ฤดูร้อน) วัสสานะ (ฤดูฝน) สารท (ฤดูใบไม้ร่วง)

กลับมาในฤดูหนาวที่ให้ระวังต้นเหตุมาจากเสมหะสมุฏฐาน เสมหะหรือบางที่เรียก “กผะ” เป็นหนึ่งในตรีโทษะ (วาตะ ปิตตะ เสมหะ(กผะ)) ที่จะทำให้เกิดโรคด้วย เสมหะ (กผะ) คอยควบคุมเกี่ยวกับการหล่อลื่น ยึดเหนี่ยวส่วนต่าง ๆ ของร่างกายไว้ หากตรีโทษะทำงานไม่สมดุล การควบคุมร่างกายในส่วนต่างๆ ผิดปกติ ก็จะส่งผลให้เจ็บป่วยได้

แพทย์แผนไทยของเรากล่าวถึงที่ตั้งโรคที่เกิดจากเสมหะ ออกเป็น 3 อย่าง ได้แก่ ศอเสมหะ (เสมหะในลำคอ) อุระเสมหะ (เสมหะในอก) และ คูถเสมหะ (เสมหะในลำไส้) ดังนั้นในฤดูหนาวเช่นนี้ คอกับอกเป็นจุดอ่อนที่โรคจะกำเริบง่าย เช่น คอแห้งจากอากาศหนาวเย็น คออักเสบได้ง่าย และในฤดูหนาวที่แห้งทำให้อากาศในโลกยุคปัจจุบันที่เราจะต้องเจอมลพิษทางอากาศ PM 2.5 ก็เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เสมะกำเริบด้วย โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการภูมิแพ้ และมีโรคประจำตัวหืดหอบมักจะมีอาการเพิ่มมากขึ้นในฤดูหนาวเช่นนี้ ซึ่งมูลนิธิสุขภาพไทยมีตำรับยาแก้หืด ที่เผยแพร่มานานตั้งแต่เริ่มงานเมื่อราว 45 ปีมาแล้ว

ตำรับยาโรคหืดนี้ เป็นตำรับที่โบราณท่านว่า ตำราผีบอก หมายถึงไม่รู้ที่มาแต่สืบต่อกันมานาน จนกระทั่งทางมูลนิธิฯ ได้พบพระเทพสุธี (สมณศักดิ์ท่านสมัยช่วงปี 2523) เจ้าอาวาสวัดอนงคาราม ท่านเป็นต้นตำรับทำยานี้ออกเผยแพร่ให้เป็นที่รู้จัก โดยท่านได้ใช้ตำรับยานี้ดูแลสุขภาพท่านที่ป่วยด้วยหืดหอบจนอาการดีขึ้น

ตำรับยา ประกอบด้วยตัวยา 5 ชนิด แก่นฝางเสน (หนัก 2 บาท 2 สลึง) แก่นแสมสาร (หนัก 6 บาท 2 สลึง) เถาวัลย์เปรียง (หนัก 2 บาท 2 สลึง) ใบมะคำไก่ (หนัก 2 บาท 2 สลึง) หัวแห้วหมู (หนัก 2 บาท 2 สลึง) วิธีปรุงยาและกินยา วันแรกใส่น้ำพอท่วมยาขึ้นมาเล็กน้อย (ประมาณ 4-5 แก้ว) เมื่อเดือดแล้วต้มต่อไปอีก 10 นาที เพื่อให้ยาสุก แล้วยกหม้อยางลงจากเตา น้ำยานี้ให้กินต่างน้ำ กินให้หมดในวันนั้น วันต่อไป ให้ใส่น้ำลงไปในยาเดิม ต้มให้เดือด 5 นาที แล้วกินเหมือนวันแรก ต้มยาและกินเช่นนี้จนยาจืด (ประมาณ 5 วัน) พอยาจืดก็เปลี่ยนยาชุดใหม่ กินไปจนอาการดีขึ้น

ถ้าใครกินยานี้แล้วขับถ่ายมากกว่าปกติให้ลดตัวยาแก่นแสมสารเพราะทำให้ถ่ายท้อง ยานี้กินแล้วจะทำให้เจริญอาหาร บางคนกินยานี้แล้วแรก ๆ ง่วงนอน หรือมีการเมื่อย ๆ ตัวบ้าง สักพักจะดีขึ้น และการกินยาตำรับนี้จะเห็นผลให้กินสัก 1 เดือน แล้วหยุดยาดูอาการ
นอกจากกินยาสมุนไพรระงับอาการหืดหอบแล้ว หลักทฤษฎีแพทย์ดั้งเดิมของไทยก็ยังแนะนำให้ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตด้วย เพื่อช่วยให้ต่อสู้กับโรคในฤดูหนาวได้ดียิ่งขึ้น ได้แก่ การกินต้องเปลี่ยน ลดอาหารที่มีรสเย็นจัด เปรี้ยวจัด ลดการกินอาหารมัน ๆ และลดปริมาณการกิน เพราะกินมากไป ทำให้ใช้พลังไฟย่อยอาหาร ก็จะเหลือไฟให้อบอุ่นร่างกายลดลงจึงไม่ควรกินอาหารมากเกินไป ภูมิปัญญาดั้งเดิมแนะนำให้กินอาหารสขม ฝาด เผ็ด ช่วยปรับร่างกายในฤดูหนาว และที่ชาวมูลนิธิสุขภาพไทยใช้มาเสมอคือการชงชาสมุนไพรที่ช่วยเพิ่มไฟหรือความอบอุ่นได้ดีในฤดูหนาว คือ ขิงแก่อาจแต่งน้ำผึ้งเล็กน้อยก็ได้ ดื่มทุกเช้าในวันที่อากาศหนาว ๆ จะดีมาก
ตำรับยาผีบอกและต่อมาพระท่านมีเมตตาส่งต่อโอสถนี้ วิเคราะห์ตามหลักเสมหะทำให้เกิดโรคที่คอและหน้าอกนั้น มองตามสรรพคุณยาไทยพบว่า แก่นแสมสารและเถาวัลย์เปรียงช่วยถ่ายเสมหะที่กำเริบออกไป ใบมะคำไก่ช่วยบำรุงปอด ฝางเสนสรรพคุณทั้งแก้เสมหะและบำรุงปอด ส่วนหัวแห้วหมู คนในวงการสมุนไพรรู้จักกันดีว่าเป็นสมุนไพรในยาอายุวัฒนะ ช่วยบำรุงกำลัง บำรุงธาตุไฟ

ยาจะดีอย่างไร ก็อย่าได้แต่นั่ง ๆ นอน ๆ ควรหมั่นยืดเส้นยืดสาย ออกกำกังกายให้ร่างกายแข็งแรงด้วย.

https://www.thefest.com/Images/acetoto888/ https://www.thefest.com/Images/acegaming888/ https://www.thefest.com/Images/plazaslot/
slot thailand