ดับร้อนระงับเหงื่อตก ชโลมผิวกายด้วยยาแก้เสโทแตก

ช่วงนี้ดาวโลกกำลังหมุนพาเมืองไทยเคลื่อนเข้าสู่ปรากฏการณ์เอลนีโญแล้ว และมีแนวโน้มเลเวลอัพยกระดับเข้าสู่ “ซูเปอร์เอลนีโญ” หรือทะเลเดือดเต็มรูปแบบในเดือนพฤษภาคม ปี 2569 ซึ่งเร็วกว่าที่คาด การณ์ไว้แต่เดิม และอาจร้อนลากยาวไปถึงกุมภาพันธ์ปีหน้าเลยทีเดียว เห็นได้จากเพจเฟซบุ๊ก กรมอุตุนิยมวิทยา โพสต์ข้อความระบุว่า “22 ก.พ. 69 เริ่มฤดูร้อนวันแรก อย่างเป็นทางการ”

การเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศแบบสุดโต่ง (Extreme Whether ) ดังกล่าว จะทำให้เมืองไทยอาจต้องเผชิญภัยพิบัติ ทั้งภัยร้อน ฝนทิ้งช่วง หรือฝนถล่มแบบเรนบอมบ์(Rain Bomb) ในหลายภูมิภาค โดยเฉพาะช่วงฤดูร้อนมีนาคม–พฤษภาคม ในปีนี้ เข้าทำนองคำพยากรณ์อากาศแปรปวนในช่วงบ้านเมืองวิปริตก่อนกรุงศรีอยุธยาแตกที่ว่า

มิใช่เทศกาลร้อนก็ร้อนระงม          มิใช่เทศกาลลม ลมก็พัด
มิใช่เทศกาลหนาวก็หนาวพ้น        มิใช่เทศกาลฝน ฝนก็อุบัติ
ทุกต้นไม้หย่อมหญ้าสารพัด         เกิดวิบัตินานาทั่วสากล

เมื่อก่อนเคยมีเรื่องตลกโลกร้อนว่า เมืองไทยมี 3 ฤดู คือ ร้อนน้อย ร้อนปานกลาง และโคตรร้อน แต่ปีนี้แหละ เมืองไทยจะเหลือฤดูเดียวคือ ฤดูโคตรร้อน (ฮา) สอดคล้องกับสภาวะอากาศโลกที่ผันแปรจาก “ภาวะโลกร้อน” (Global Warming) กลายเป็น“ภาวะโลกเดือด” (Global Boiling) ซึ่งไม่ใช่เฟคนิวส์ แต่เป็นคำประกาศอย่างเป็นทางการโดยเลขาธิการองค์การสหประชาชาติเมื่อเดือนกรกฎาคม 2566 ว่า “ยุคโลกร้อนสิ้นสุดลง ยุคโลกเดือดเปิดฉากขึ้นแล้ว” และให้นิยาม“ภาวะโลกเดือด” อย่างสิ้นหวังว่า คือยุคถัดจากโลกร้อนที่อุณหภูมิเฉลี่ยสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง จนไม่สามารถระบายความร้อนได้ ก่อให้เกิดภัยพิบัติสุดขั้ว เช่น น้ำท่วมหนัก ไฟป่าโหมกระหน่ำ พายุแปรปรวน และช่วงภัยแล้งจะยาวนาน อย่างที่คนรุ่นนี้ไม่เคยพบเห็นมาก่อน

สิ่งที่ตามมาพร้อมกับภาวะ “โลกเดือด“ ก็คือ “โรคเดือด” ส่งผลให้โรคภัยไข้เจ็บระบาดรุนแรงขึ้นโดย เฉพาะโรคที่มียุงเป็นพาหะ เพราะอุณหภูมิที่สูงขึ้นและฝนชุกทำให้ยุงลายและยุงก้นปล่องแพร่พันธุ์อย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดไข้เลือดออก มาลาเรีย ชุกชุมมากขึ้น โรคทางเดินอาหารระบาดหนัก อากาศร้อนจัดทำให้อาหารบูดเสียเร็ว เกิดโรคอุจจาระร่วง อหิวาตกโรค โรคบิด และอาหารเป็นพิษ ในที่นี้จะกล่าวถึง “โรคเดือด“ ที่เกิดจากความร้อนโดยตรง กล่าวคืออุณหภูมิที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทัน ก่อให้เกิดอาการ (1)โรคลมแดด (Heatstroke) เป็นภาวะฉุกเฉินที่รุนแรงที่สุด ร่างกายไม่สามารถระบายความร้อนได้จนอุณหภูมิสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส (2)เพลียแดด (Heat Exhaustion) เกิดการสูญเสียน้ำและเกลือแร่มากเกินไป ทำให้เวียนศีรษะและอ่อนเพลีย (3)ตะคริวแดด (Heat Cramps) กล้ามเนื้อหดตัวอย่างรุนแรงจากการเสียเกลือแร่

วิธีดูแลสุขภาพพื้นฐานคือ หากวันไหนอากาศร้อนทะลุถึง 40 องศาเซลเซียส และมีอาการอ่อนเพลียเมื่อใด ไม่ควรดื่มน้ำเย็นทันที เพราะจะทำให้หลอดเลือดเล็กหดตัว อาจปริแตกเกิดสโตรกได้ ให้ดื่มน้ำอุ่น ๆ แต่ถ้าอากาศร้อนเริ่มแตะขีด 38 องศาฯ ก็ปล่อยให้ร่างกายร้อนไปสักพัก อย่าดื่มน้ำเย็น ให้ดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้อง ดื่มช้า ๆ และอย่ารีบล้างมือ ล้างเท้า หรือล้างส่วนที่ถูกแดดแผดเผา ควรรอสัก 20-30 นาที จึงชำระล้างร่างกาย เพราะเคยมีกรณีที่คนตากแดดร้อนจัดมาแล้วรีบอาบน้ำทันที เกิดสโตรก ขากรรไกรแข็ง แน่นอนตามทฤษฎีฤดูสมุฏฐานนั้น คิมหันตฤดู เป็นช่วงที่ร่างกายเกิดเตโชธาตุกำเริบอยู่แล้ว แต่ในภาวะโลกเดือดแทรกซ้อนด้วยปรากฏการณ์ “ซูเปอร์เอลนิโญ” นั้น ร่างกายอันเปราะบางของคนเราโดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุอาจเกิด “ภาวะไฟธาตุแตก” ได้

นับว่าสอดคล้องกับคัมภีร์โรคนิทาน กล่าวถึงลักษณะของ เตโชธาตุแตก (ธาตุไฟแตก) อันเป็นสภาวะที่ธาตุไฟทำงานผิดปกติอย่างรุนแรงจนนำไปสู่ความมรณะได้ โดยเฉพาะธาตุไฟชื่อ ปริทัยหัคคีแตก (ไฟธาตุที่ทำกายให้กระสับกระส่าย) คัมภีร์นี้ได้สาธยายไว้ว่า “เตโชธาตุชื่อปริทัยหัคคีนั้น มีอาการทำให้มือแลเท้าเย็น ชีพจรไม่เดิน หรือเดินผิดปกติ บางทีทำให้ตัวเย็นดังน้ำแต่ภายในร้อน ต้องพรมน้ำอยู่มิขาด บางทีทำให้ตัวเย็น แต่มีเหงื่อออกดังเม็ดข้าวโพด” ต่อไปนี้เป็นการถอดรหัสคัมภีร์ เพื่อจำแนกอาการสำคัญของปริทัยหัคคีแตก ดังนี้

ร้อนกระวนกระวาย ผู้ป่วยจะมีอาการร้อนรุ่มอยู่ภายในอย่างมาก จนอยู่ไม่เป็นสุข เหงื่อออกมากผิดปกติ มักมีเหงื่อไหลซึมออกมาตามตัวมากกว่าปกติ แม้อยู่ในที่ร่ม ผิวหนังแห้งหรือแสบ มีอาการร้อนซ่านตามผิวหนัง บางตำรากล่าวว่าอาจรู้สึกเหมือนถูกไฟลวกหรือมีเข็มแทงตามเนื้อตัว มือเท้าเย็นแต่ตัวร้อน ร่างกายส่วนในร้อนระอุ แต่ปลายมือปลายเท้ากลับเย็นชืด ซึ่งเป็นสัญญาณของการกระจายความร้อนที่ผิดปกติ

ในคัมภีร์โรคนิทานมีตำรับยาหลายขนาน บดผงละลาย “น้ำร้อน” กินแก้ “ภาวะธาตุไฟแตก” ช่วยขับชีพจรให้เดิน (จังหวะเต้น) เป็นปกติ ขับไฟธาตุให้ร้อนตลอดปลายมือปลายเท้า ทำให้ตัวคนไข้อุ่น และระงับเหงื่อที่ออกมากเกินไป แต่ในที่นี้ขอแนะนำตำรับยาสำหรับใช้ภายนอกชื่อ “ยาชโลมแก้เหงื่อ“ เมื่อมีอาการเหงื่อตกหนัก ตัวเย็น ขาวซีด สวิงสวาย มีเครื่องยาหาง่ายใช้ง่าย ดังนี้
“เอา (หัว)หอมแดง ลูกแป้งสุรา (ชื่ออื่น ลูกแป้งข้าวหมาก) ดินสอพอง (แก่น)เหมือดคน (ชื่ออื่น ต้นนมวัว มะไฟแรด ขี้หนอน เคาะหนาม) เมล็ดขนุนละมุด (เป็นขนุนพันธุ์พื้นเมือง ชื่ออื่น ขนุนปุด ขนุนเปียก) บดปั้นแท่ง ละลายน้ำดอกไม้ ชโลม แก้เหงื่อ แก้ผิวสากชาเนื้อหดหู่ (ผิวเหี่ยวหมองคล้ำ) แก้ผิวหนังซีด เพราะโทษของเหงื่อและมันข้น”

โรคเดือดที่มาพร้อมกับโลกเดือดไม่เคยปรานีใครภายใต้ดวงอาทิตย์นี้ จึงควรเตรียมยาชโลมกาย แก้อาการผิวเย็น ตัวเย็น แต่เหงื่อแตกท่วมตัว ทั้งนี้เพื่อสำรองไว้เป็นยาสามัญประจำบ้าน พร้อมใช้ได้ทันทีเมื่อมีอาการดังกล่าว แก้เหงื่อแตกไว้ก่อนเส้นเลือดในสมองแตก ป้องกันไว้ดีกว่าแก้ เป็นสโตรกแย่แล้วอาจแก้ไม่ทัน

https://www.thefest.com/Images/acetoto888/ https://www.thefest.com/Images/acegaming888/ https://www.thefest.com/Images/plazaslot/
slot thailand