โอ้เอ๋ว ขนมหวานจากจีนสู่ภูเก็ต

ผ่านเทศกาลตรุษจีนมาหมาด ๆ บรรยากาศต้อนรับปีม้าที่ซินแสยกให้เป็นปีแห่งม้าไฟ จึงขอชวนกันไปเที่ยวเมืองภูเก็ตอันสวยงาม อาคารบ้านช่องที่ผสมผสานศิลปะสถาปัตยกรรม ที่เรียกว่า ชิโน-ยูโรเปียน (Sino-European) หรือ ชิโน-โปรตุกีส (Sino-Portuguese) สวยงามลงตัวระหว่างวัฒนธรรมตะวันตกเข้ากับจีน ใครเคยไปเที่ยวแล้วจะต้องเคยได้ยินชื่อขนมหวาน อันโด่งดังและเป็นเอกลักษณ์ของภูเก็ตชนิดหนึ่งมีชื่อว่า “โอ้เอ๋ว”

แต่แปลกใจเมื่อลองถามคนขายหรือคนพื้นเมือง ไม่มีใครให้คำตอบได้ว่าโอ้เอ๋วทำมาจากพืชชนิดใด รู้เพียงว่าซื้อมาจากเมืองจีน ด้วยความใคร่รู้เพราะสนใจในพืชสมุนไพรจึงแสวงหา ค้นคว้าทำให้รู้ว่า ชื่อโอ้เอ๋ว เพี้ยนมาจากภาษาจีนฮกเกี้ยนที่ออกเสียงว่า โอ้-เกี้ยว (จีน: 薁蕘;ò-giô) เป็นชื่อของหวานที่ทำจากเมือกผลไม้ชนิดหนึ่งเรียกว่า อ้ายอวี้ (จีน: 愛玉) ที่มีถิ่นกำเนิดในมณฑลฮกเกี้ยนและไต้หวัน ของหวานนี้เป็นที่นิยมกินกันในช่วงฤดูร้อน และแน่นอนว่าจากการค้าขายและการอพยพชาวจีนสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้นำเอาขนมหวานมาเผยแพร่ในประเทศไทยด้วย

โอ้เอ๋ว มีลักษณะเป็นวุ้นใส ไม่มีสี เมื่อตามรอยขนมหวานแล้วพบว่าทำมาจากเมล็ดของพืชที่เรียกว่า “มะเดื่อเยลลี่” โดยนำเอาเมล็ดของมะเดื่อชนิดนี้มาแช่น้ำแล้วนำมาต้มรวมกับกล้วยน้ำหว้าสุกที่บดให้แหลก จากนั้นกรองเอากากออก ส่วนที่เป็นน้ำจะแข็งตัวเป็นวุ้น วุ้นนี้มีฤทธิ์เย็น ใช้แก้ร้อนในได้ ประสบการณ์ของคนในอดีตจะกินโอ้เอ๋วเปล่า ๆ แก้ร้อนใน แต่ปัจจุบันกินกับน้ำแข็งใส ใส่ถั่วแดงต้ม หรือวุ้นดำ แล้วราดน้ำเชื่อมหรือน้ำแดงและน้ำนมแมวทำให้มีกลิ่นหอมหวาน

โอ้เอ๋วได้มาจากเมล็ดของพืชที่เรียกว่ามะเดื่อชนิดหนึ่งนั้น มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Ficus pumila L. ซึ่งพืชชนิดนี้มีชนิดย่อย 2 ชนิด คือ Ficus pumila var. pumila ซึ่งมีชื่อในภาษาไทยว่า ต้นตีนตุ๊กแกหรือมะเดื่อเลื้อย เป็นพืชที่นิยมนำมาปลูกเป็นไม้ประดับ เลื้อยไปตามกำแพงหรือฝาผนัง มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศจีน ญี่ปุ่น เกาหลี ลาว เมียนมาร์ ไต้หวัน เวียดนาม และชนิดย่อยอีกหนึ่งชนิด คือ Ficus pumila var. awkeotsang (Makino) Corner มีชื่อในภาษาไทยว่า มะเดื่อเยลลี่ Ficus pumila var. awkeotsang (Makino) Corner มีถิ่นกำเนิดในจีนตอนใต้และไต้หวัน

ตีนตุ๊กแก (มะเดื่อเลื้อย) และมะเดื่อเยลลี่ (โอ้เอ๋ว) มีความแตกต่างกันในด้านรูปร่างของใบ ขนาดของผลและถิ่นที่อยู่อาศัย มะเดื่อเยลลี่ (โอ้เอ๋ว) เจริญได้ดีในพื้นที่สูงตั้งแต่ 1200 ถึง 1900 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ในขณะที่ ตีนตุ๊กแก (มะเดื่อเลื้อย) ชอบขึ้นในพื้นที่ราบต่ำ

มะเดื่อเยลลี่ (โอ้เอ๋ว) เป็นไม้พุ่มเลื้อยไม่ผลัดใบเป็นพืชที่อยู่ในวงศ์หม่อน (Moraceae) มีถิ่นกำเนิดในเขตภูเขาสูงกึ่งเขตร้อนของไต้หวันและจีนตอนใต้ มีลักษณะเด่นคือ ใบรูปไข่ยาวรี ขนาด 7–12 เซนติเมตร กว้าง 3–5 เซนติเมตร มีขนสีน้ำตาลแดงหนาแน่นบนด้านล่างของใบ และผลมีรูปร่างคล้ายลูกแพร์ มีสีเขียวอมเหลืองถึงแดงอ่อนเมื่อสุก และมีขนาดความยาว 4-8 เซนติเมตร กว้าง 3-5 เซนติเมตร เมื่อนำมะเดื่อเยลลี่ (โอ้เอ๋ว) มาทำเจลลี่ (Aiyu) นั้นไม่จำเป็นต้องใช้อุณหภูมิสูงในการก่อเจล ซึ่งแตกต่างจากสารในการทำเจลชนิดอื่น ๆ

คนไต้หวัน นำเอาใบของมะเดื่อเยลลี่ (โอ้เอ๋ว) มาปรุงเป็นอาหารพื้นบ้าน และทำเมนูสลัดหรือปรุงเป็นเมนูผักต่าง ๆ ได้ ผลก็กินเป็นผลไม้ได้ แต่ที่นิยมมากที่สุดนำเอาเมล็ดมาทำเป็นของหวานที่เรียกว่า “โอ้เอ๋ว” นั่นเอง

นอกจากกินเป็นอาหารและของหวานแล้ว ยังมีการใช้เป็นยาพื้นบ้านด้วย ในประเทศจีน ใช้ทั้งส่วนเหนือดินและผลมะเดื่อเยลลี่เป็นยาบำรุงน้ำนม ยาชูกำลัง ยาเพิ่มการไหลเวียนโลหิต มีการนำส่วนหนึ่งส่วนใดของต้นมะเดื่อเยลลี่มาต้มใช้รักษาอาการต่าง ๆ เช่น โรคโลหิตจาง โรคบิดเรื้อรัง โรคริดสีดวงทวาร โรคต่อมน้ำนมอักเสบ โรคน้ำอสุจิไหล โรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ความผิดปกติของประจำเดือน ปัสสาวะลำบาก ปัสสาวะเป็นเลือด ท้องผูก โรคไขข้ออักเสบ ปวดหลัง ปวดกระดูก ฝี และโรคผิวหนังอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย ส่วนของใบยังทำเป็นยาประคบแก้ฝี และยังเอาเถ้าจากมะเดื่อเยลลี่ (เอาสมุนไพรไปเผาให้เป็นเถ้า)นำมาทาร่างกายแก้อาการบวมน้ำ

งานวิจัยของประเทศจีน ในปี ค.ศ. 2023 พบว่ามะเดื่อเยลลี่หรือโอ้เอ๋วมีประโยชน์ต่อสุขภาพ เช่น สามารถชะลอการปล่อยกลูโคสในเลือด ซึ่งสามารถใช้เป็นส่วนประกอบควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดตามธรรมชาติได้

เนื่องจากทั้งมะเดื่อเลื้อย (ตีนตุ๊กแก) และมะเดื่อเยลลี่ (โอ้เอ๋ว) เป็นพืชดั้งเดิมหรือพื้นพื้นเมืองที่มีความแข็งแรง จึงนำต้นตอมะเดื่อทั้ง 2 นี้มาใช้ปลูกมะเดื่อฝรั่ง (Ficus carica L.) ในเชิงเศรษฐกิจ เนื่องจากต้านทานไส้เดือนฝอยได้ดี

ใครที่คิดจะปลูกมะเดื่อเลื้อย (ตีนตุ๊กแก) และมะเดื่อเยลลี่ (โอ้เอ๋ว) ให้ระมัดระวังการสัมผัสกับน้ำยางสีขาวขุ่น เพราะทำให้ผิวหนังอักเสบ และเมื่อถูกแสงแดดอาจทำให้ผิวหนังอักเสบรุนแรงได้ หรือโรคผิวหนังอักเสบจากพืช (phytophotodermatitis) แต่การปรุงเป็นอาหารหรือขนมโอ้เอ๋ว ไม่ได้ทำให้เกิดอาการอักเสบแต่อย่างใด.

https://www.thefest.com/Images/acetoto888/ https://www.thefest.com/Images/acegaming888/ https://www.thefest.com/Images/plazaslot/
slot thailand