
“ชื่อนั้นสำคัญไฉน” ในชีวิตทั่วไปทางสังคมและวัฒนธรรมแบบไทย ๆ “ชื่อ” มีผลต่ออารมณ์ความรู้สึก ความเชื่อ ความเป็นมงคลต่อชีวิต แม้ว่าในทางธรรมะ “ชื่อ” เป็นสิ่งสมมุติและมีชาดกเรื่อง นามสิทธิชาดกให้เราเรียนรู้ว่าชื่อเป็นเพียงการสมมุติขึ้นเท่านั้น ชีวิตจะสุขทุกข์อยู่ที่การกระทำของตนเองด้วย
สำหรับชื่อเรียกสมุนไพรก็เป็นแบบชาวบ้าน ๆ ตั้งชื่อมาจากอารมณ์ความรู้สึก หรือให้จำแนกแยกแยะตามลักษณะเด่นของพืชนั้น ๆ ต้นตดหมูตดหมาก็เป็นหนึ่งในการตั้งชื่อที่มาจากลักษณะเด่นของพืช แม้ว่าฟังดูแล้วไม่ค่อยสุภาพและไม่ไพเราะเอาเลย ทั้ง ๆที่ คุณประโยชน์ของตดหมูตดหมามีมากมาย
เหตุที่เรียกชื่อนี้มาจากในทุกส่วนของพืชที่มีสารชนิดหนึ่งชื่อ ไดเมทิลไดซัลไฟด์ สารนี้มีกลิ่นเหม็นรุนแรงมาก แม้แต่สุนัขที่ได้กลิ่นสารนี้ก็จะหนีห่างไกล จึงไม่แปลกที่ชาวบ้านตั้งชื่อ ตดหมูตดหมา ถ้ากล่าวทางวิชาการเป็นพืชที่อยู่ในสกุล Paederia ซึ่งมีรายงานในระดับโลกว่าพบ 33 ชนิด ปรากฎอยู่ในประเทศไทย 9 ชนิด ได้แก่ 1) กะรังตังกวาง (Paederia calycina Kurz) เป็นไม้ล้มลุก 2) ย่านพาโหมหิน (Paederia cruddasiana Prain) 3) พังโหม (Paederia foetida L.) 4) พาโหมสองสี (Paederia lanuginosa Wall.) 5) ตดหมูตดหมา (Paederia linearis Hook.f.) 6) พาโหมดอกเล็ก (Paederia microcephala Pierre ex Pit.) 7) พาโหมท้องขาว (Paederia pallida Craib) 8) หญ้าตดหมา (Paederia pilifera Hook.f.) 9) เถาตดหมู (Paederia thorelii Pit.)
จากการสังเกตในสื่อต่าง ๆ พบว่ามีการใช้ชื่อชื่อวิทยาศาสตร์ของพืชในสกุลนี้ค่อนข้างไม่ตรงกัน อาจเป็นเพราะชื่อเรียกไทยคล้าย ๆ กันทำให้สับสนได้ เช่น พบว่า ตดหมูตดหมา มีการใช้ชื่อวิทยาศาสตร์อย่างน้อย 2 ชื่อที่พบได้บ่อย ๆ ไม่ตรงกัน คือ Paederia foetida L. และ Paederia linearis Hook.f.
ขอทำความเข้าใจให้กระจ่าง เพื่อจะได้รู้จักต้นสมุนไพรให้ถูกต้องเวลานำมาใช้ประโยชน์จะได้ใช้ถูกต้น กล่าวคือ พืชในสกุล Paederia นี้ พบว่า ตดหมูตดหมา ที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Paederia linearis Hook.f. เท่านั้นที่มีใบเรียวเล็กกว่าชนิดอื่น ๆ (ชนิดอื่นมีใบใหญ่กว่านั่นเอง) และในทางพฤกษศาสตร์ยังแบ่ง ตดหมูตดหมา นี้ออกเป็น 2 ชนิดย่อยด้วย คือ ชนิด Paederia linearis var. linearis เรียกว่าตดหมูตดหมาเช่นกัน และ ชนิด Paederia linearis var. pilosa (Craib) Puff เรียก หญ้าตดหมา ซึ่งการเรียกชื่อแบบไทย ๆ ชื่อนี้ก็ซ้ำกับชนิด หญ้าตดหมา ที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Paederia pilifera Hook.f.
อย่างไรก็ตาม ขอบอกว่า ตดหมูตดหมาชนิดย่อยทั้ง 2 ชนิดนี้ พบมากในไทยและมีการใช้ทั้ง 2 ชนิดกันมากด้วย ซึ่งทั้งคู่เป็นไม้เถาเนื้ออ่อนเลื้อย ความแตกต่างของ 2 ชนิดย่อยนี้อยู่ที่ขนปกคลุมใบและลำต้น คือ ชนิด Paederia linearis var. linearis (ตดหมูตดหมา) มีขนน้อยและสั้นกว่า ส่วนใหญ่พบในภาคอีสาน ส่วน Paederia linearis var. pilosa (Craib) Puff (หญ้าตดหมา) มีขนที่ยาวและหนาแน่นกว่า ส่วนใหญ่พบทางภาคเหนือ
มาดูลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ตดหมูตดหมา (ชนิด Paederia linearis var. linearis) เป็นไม้เถา ยาวได้ถึง 10 เมตร มีรากสะสมอาหารใต้ดิน ใบสดเมื่อขยี้จะมีกลิ่นเหม็น ใบเดี่ยว รูปแถบหรือรูปใบหอกแกมรูปแถบ กว้าง 0.5–1.5 เซนติเมตร ยาว 5–12 เซนติเมตร ก้านใบยาว 2–5 มิลลิเมตร มีหูใบร่วมระหว่างคู่ใบ ดอกเป็นช่อแยกแขนง กลีบดอกด้านนอกสีชมพูอ่อนถึงขาว ด้านในสีม่วงแดง ผลรูปทรงกลมหรือรูปไข่ แบน ใบและยอดอ่อนกินได้ใส่ข้าวยำ จิ้มน้ำพริกก็ได้ ใบคั้นน้ำใส่วุ้นหรือขนมทำเป็นของหวาน ความรู้ดั้งเดิมจนถึงวันนี้ยังนำรากทุบใส่เป็นส่วนผสมของข้าวเกรียบว่าว ทำให้มีรสหอม ประโยชน์สมุนไพร รากแก้ตาฟาง ตาแฉะ ตามัว เถาแก้ซาง แก้ธาตุพิการ แก้ท้องเสีย ใบบำรุงกำลัง บำรุงกำหนัด แก้ปวดฟัน แก้รำมะนาด ดอกหรือผลขับน้ำนม ผลแก้ท้องมาน รักษาริดสีดวง
หญ้าตดหมา (ชนิด Paederia linearis var. pilosa (Craib) Puff) ใบเดี่ยว รูปใบหอกหรือรูปรี กว้าง 1-2.2 ซม. ยาว 7.1-12 ซม. โคนใบเว้ารูปหัวใจ ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ผิวใบทั้งสองด้านเกลี้ยง เส้นกลางใบมักมีขนสั้นนุ่มคลุม ช่อดอกแบบช่อแยกแขนง ออกที่ซอกใบหรือซอกใบใกล้ปลายยอด ดอกย่อย รูปกรวย กว้าง 0.3-0.5 ซม. ยาว 1-1.5 ซม. กลีบเลี้ยง 5 กลีบ โคนกลีบเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็น 5 แฉก สีแดงม่วง หรือสีม่วงแดงแกมสีขาว มีขนสั้นนุ่มคลุม ผล รูปไข่ หรือรูปเกือบกลมแบน ประโยชน์สมุนไพร ราก ใช้แก้โรคดีซ่าน น้ำต้มจากรากใช้ในการขับลม แก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ เปลือกต้น ต้มดื่มทำให้อาเจียน ลำต้น ต้มดื่ม ใช้รักษาอาการอักเสบบริเวณคอปาก รักษาบาดแผล แก้บิดไข้รากสาด ตำ เคี้ยวแก้ปวดฟัน ตำพอกแก้พิษงู ต้มดื่มแก้ท้องเสีย แก้ตัวร้อน แก้ธาตุพิการ แก้คัน และขับปัสสาวะ ดอก ตากแห้ง ต้มชงดื่ม ช่วยขับน้ำนมและแก้ไข้จับสั่น
ขอแนะนำพืชในสกุลนี้ที่มีการกล่าวถึงและบางครั้งก็เรียกชื่อเป็น ตดหมูตดหมา คือ พังโหม (Paederia foetida L.) ไม้เถา ยาว 3-6 ม. มีขนประปรายถึงเกลี้ยงตามกิ่ง ก้าน ใบ และช่อดอก ใบเดี่ยว รูปไข่ กว้าง 2-4 ซม. ยาว 5-10 ซม. ปลายแหลม โคนแหลมถึงเว้ารูปหัวใจเล็กน้อย ก้านใบยาว 1-3 ซม. มีหูใบติดคงทนระหว่างก้านใบคู่ตรงข้าม ช่อดอกแบบช่อแยกแขนง กลีบดอกเป็นหลอด 10-12 มม. ขอบกลีบหยัก กลีบดอกด้านนอกสีชมพูอ่อนถึงขาว ด้านในสีม่วง มีขนหนาแน่นทั้ง 2 ด้าน ผลรูปทรงกลมหรือรูปไข่ แบนด้านข้าง พังโหมเป็นพืชพื้นเมืองในเขตร้อนของเอเชีย เช่น บังกลาเทศ เนปาล ภูฏานตอนใต้ จีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ อินเดีย พม่า กัมพูชา ลาว เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย
ข้อสังเกต พังโหมมีใบและดอกใหญ่กว่า 2 ชนิดย่อย ยอดอ่อนและใบอ่อนพังโหมกินสด กินกับน้ำพริก ลาบ ก้อย ทำข้าวยำได้เช่นกัน ในอินเดียใช้พังโหมเป็นเครื่องเทศชนิดหนึ่งด้วย ประโยชน์สมุนไพร ยาพื้นบ้านหลายพื้นที่ใช้เถาตำรวมกับไพลแก้ปวดท้องในเด็ก รากฝนกับน้ำหยอดตาแก้พิษ แก้ตาฟาง ตาแฉะ ตามัว ใช้ขับลม และที่กล่าวถึงอย่างมากเป็นสมุนไพรเสริมสมรรถภาพทางเพศด้วย
ตดหมูตดหมา หญ้าตดหมาและพังโหม เป็นสมุนไพรที่ไทยนำมาใช้คล้าย ๆ กัน หรือทดแทนกัน เวลานี้มีการนำมาใช้ลดน้ำตาลในเลือด และเป็นผักพื้นบ้านที่ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ หากช่วยกันศึกษาให้ลึกซึ้งทั้ง 3 ชนิด น่าจะเพิ่มจุดเด่นของพืชชื่อไม่เพราะนี้แน่นอน.



