เปลือกสมุลแว้ง ดูแลสุขภาพตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า

คนไทยทั่วไปรู้จักอบเชยในฐานะเป็นสมุนไพรชั้นดีที่นำเข้าจากต่างประเทศ จนลืมไปว่าในป่าดงดิบของเมืองไทยก็มีสมุนไพรชั้นดีที่อยู่ในสกุล (Genus) เดียวกับอบเชยเทศ (Cinnamomum verum) คือ สมุลแว้ง ที่มีชื่อพฤกษศาสตร์ Cinnamomum bejolghota และโดยเหตุที่เป็นพืชสกุลอบเชยที่พบมากในป่าธรรมชาติของเมืองไทย จึงมีชื่อวิทยาศาสตร์อีกชื่อหนึ่งว่า Cinnamomum thailandica หรืออบเชยไทยนั่นเอง และเนื่องจากในสมุลแว้งมีกลุ่มสารลิกแนน (Lignans) ชนิดใหม่หลายตัวที่ได้รับการตั้งชื่อรวมว่า “เบโจลโกติน” (bejolghotins) จึงนำมาเป็นชื่อ ชนิด (species) ของสมุลแว้งที่แตกต่างจากอบเชยชนิดอื่น

สารลิกแนนเป็นสารอาหารต้านอนุมูลอิสระที่พบในพืชและเป็นไฟโตเอสโตรเจน (ฮอร์โมนเอสโตรเจนในพืช) จึงช่วยปรับสมดุลของฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกายอย่างเป็นธรรมชาติ ช่วยบรรเทาอาการของวัยทอง เช่น ร้อนวูบวาบและอารมณ์แปรปรวน ลดความเสี่ยงของโรคที่เกี่ยวข้องกับฮอร์โมน กล่าวคือ มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่ทรงประสิทธิภาพ ช่วยลดผลกระทบจากปฏิกิริยาอ๊อกซิเดชั่น จากงานวิจัยพบว่าสารลิกแนนสามารถยับยั้งการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ ช่วยชะลอริ้วรอยตีนกาและรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าให้ดูอ่อนกว่าวัย สารประกอบในเปลือกสมุลแว้งอาจเป็นรากฐานสำหรับการพัฒนายาเสริมชนิดใหม่เพื่อจำกัดการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง สารพฤกษเคมีเหล่านี้เปรียบเสมือนเกราะป้องกันขนาดจิ๋วให้กับเซลล์ในร่างกาย ช่วยต่อต้านโมเลกุลอันตราย และลดการอักเสบเรื้อรังในระดับเซลล์ ซึ่งเป็นต้นตอของโรคร้ายในยุคปัจจุบันหลายชนิด ตั้งแต่โรคหัวใจและหลอดเลือด เบาหวาน ไปจนถึงมะเร็งและโรคที่เกิดจากภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง

งานวิจัยสรรพคุณของสมุลแว้งไม่ได้หยุดอยู่แค่งานวิจัยด้านมะเร็ง ยังมีการศึกษาฤทธิ์ต้านจุลินทรีย์ที่เด่นชัดของสารสำคัญในเปลือกและน้ำมันหอมระเหย โดยแสดงให้เห็นความสามารถในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราที่ก่อโรคได้หลายชนิด ผลการค้นพบเหล่านี้ช่วยสนับสนุนการใช้สมุลแว้งตามตำรับโบราณที่ใช้รักษาอาการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร อาการระคายเคืองทางผิวหนัง หรือแม้แต่ใช้เป็นสารกันบูดตามธรรมชาติ หรือสารปรุงแต่งกลิ่นรสในอาหารและเครื่องดื่มต่าง ๆ นับเป็นเรื่องแปลกแต่จริง ตามพระคัมภีร์สรรพคุณแลมหาพิกัด แม้สมุลแว้งจะมีรสเผ็ดร้อน แต่ก็ช่วยแก้ริดสีดวงในปากในคอ(หมายถึง อาการอักเสบเรื้อรังในปากและคอ) แก้หืดไอ และแก้ลมสัมประชวร (คือ ลมที่ทำให้มีอาการไข้เรื้อรังมาเป็นเวลานาน รักษาไม่หาย ทำให้ร่างกายซูบผอมไม่มีเรี่ยวแรง เบื่ออาหาร ) สมุลแว้งเป็นสมุนไพรยอดนิยมตัวหนึ่งที่ใช้ในตำรับยาหลวง กล่าวเฉพาะตำรา “แพทย์ศาสตร์สงเคราะห์” มีตำรับยาที่ใช้เปลือกสมุลแว้งเป็นส่วนประกอบไม่น้อยกว่า 50 ตำรับ และยังมีใน”ตำราพระโอสถพระนารายณ์” อีก5 ตำรับ มีสรรพคุณรักษาโรคตั้งแต่ปวดศีรษะไปจนถึงแก้อาการชาตามปลายมือปลายเท้า มีจำนวนมากกว่า 15 ตำรับ ที่ใช้รักษากลุ่มโรคเกี่ยวกับสตรี และกลุ่มโรคเด็ก

ปัจจุบัน ตำรับยาดังที่ใช้เปลือกสมุลแว้งเป็นส่วนประกอบที่คนทั่วไปรู้จักมี 2 ขนาน คือ ยาศุขไสยาศน์ และยาธาตุอบเชย ขนานแรกเป็นพระโอสถสำหรับพระมหากษัตริย์ ช่วยให้เสวยได้บรรทมหลับ และบำรุงพระกำลัง ซึ่งเป็นปัญหาที่พบบ่อยในบุคคลผู้เป็นนักบริหารระดับสูง ส่วนขนานหลังเป็นยาพื้นบ้าน รักษากลุ่มอาการในระบบทางเดินอาหาร สรรพคุณ บรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ซึ่งเป็นปัญหาที่พบบ่อยในหมู่ชาวบ้านทั่วไป ยาศุขไสยาศน์ เป็นยาในตำราพระโอสถพระนารายณ์ ใช้เครื่องยา 12 ชนิด มีลำดับน้ำหนักสมุนไพรเพิ่มขึ้นทีละส่วน นับหนึ่งจากการบูร 1 ส่วน,ใบสะเดา 2 ส่วน,สหัสคุณเทศ 3 ส่วน,สมุลแว้ง 4 ส่วน,เทียนดำ 5 ส่วน,โกษฐ์กระดูก 6 ส่วน,ลูกจันทน์ 7 ส่วน,ดอกบุนนาค 8 ส่วน,พริกไทย 9 ส่วน,ขิงแห้ง 10 ส่วน,ดีปลี 11 ส่วน และใบกัญชา 12 ส่วน บดผงละเอียด วิธีใช้แบบดั้งเดิมคือ รับประทานแบบผง 1 ช้อนชา ละลายน้ำผึ้ง ก่อนนอน ช่วยให้สบายตัว นอนหลับเป็นสุขตามชื่อยา

โรงพยาบาลพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร จ.สกลนคร ได้ทำวิจัยเชิงสังเกตแบบไปข้างหน้า (prospective observational study) ในผู้ป่วยนอกที่มารับการรักษาภาวะนอนไม่หลับที่ได้รับการตรวจและประเมินจากแพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์แผนไทยแล้วว่าควรได้รับการรักษาด้วยตำรับยาศุขไสยาศน์ จำนวน 60 คน ระหว่างเดือนมิถุนายน-ธันวาคม 2563 กลุ่มตัวอย่างได้รับตำรับยาศุขไสยาศน์ขนาดบรรจุซองละ 2 กรัม รับประทานครั้งละ ½-1 ซอง โดยผสมผงยากับน้ำผึ้งรวงหรือน้ำต้มสุกวันละ 1 ครั้ง ก่อนนอน ติดต่อกัน 4 สัปดาห์ ผลการศึกษาพบว่า หลังรับประทานยาตำรับนี้ กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 96.67 (หรือ 58 คน) มีภาวะการนอนหลับ ดีขึ้น, คุณภาพชีวิตด้านสุขภาพ ดีขึ้น รวมทั้งมีความปลอดภัยในกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ยาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 1 เดือน ปัจจุบันมีการผลิตยาตำรับนี้ในรูปแคปซูลขนาด 500 มิลลิกรัม เพื่อใช้ทางการแพทย์โดยมีข้อบ่งใช้ ช่วยให้นอนหลับสบาย เจริญอาหาร และเพิ่มคุณภาพชีวิต ใช้ยาตามแพทย์สั่ง

ส่วนยาธาตุอบเชย เป็นยาสามัญประจำบ้าน และเป็นยาในบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร สรรพคุณหลักคือ ขับลม บรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ สูตรตำรับในน้ำยา 100 มิลลิลิตรประกอบด้วยเปลือกอบเชยเทศ เปลือกสมุลแว้ง ลูกกระวาน ดอกกานพลู รากชะเอมเทศ หนักสิ่งละ 800 มิลลิกรัม และเกล็ดสะระแหน่(เมนทอล) การบูร สิ่งละ 50 มิลลิกรัม รับประทานครั้งละ 15-30 มิลลิลิตร วันละ 3 ครั้ง หลังอาหาร ปัจจุบันโรงพยาบาลรัฐใช้ยาธาตุอบเชยเป็นยาน้ำรักษาอาการท้องอืดท้องเฟ้อ และเมื่อใช้ต่อเนื่องกันเป็นเวลา 14 วัน จะมีประสิทธิผลในการรักษาอาการอาหารไม่ย่อยแบบไม่ทราบสาเหตุทางกายภาพ (functional dyspepsia) อย่างปลอดภัย เทียบเท่ากับการรักษาด้วยยาแผนปัจจุบันไซเมธิโคน (Simethicone) เลยทีเดียว อาการทั่วไปของภาวะอาหารไม่ย่อย ได้แก่ อาการปวดแสบร้อนในกระเพาะอาหาร รู้สึกอิ่มแน่นท้อง อาการเหล่านี้คล้ายกับโรคแผลในกระเพาะอาหารหรือโรคกรดไหลย้อน ปัจจุบันมีผู้ป่วยด้วยอาการโรคกระเพาะแปรปรวนลักษณะนี้เป็นจำนวนมาก เพียงแต่ไม่ทราบสาเหตุเท่านั้นเอง

มีการศึกษาพิษวิทยาของเปลือกสมุลแว้งในสัตว์ทดลอง พบว่ามีความเป็นพิษน้อยมาก ดังนั้นการใช้เปลือกสมุลแว้งอย่างเดียวในขนาดที่เหมาะสม ก็ย่อมได้สรรพคุณต้านอนุอิสระของกลุ่มสาร “เบโจลโกติน” อย่างครบถ้วนและปลอดภัย ไม่ว่าจะใช้เป็นยากินในรูปแบบยาชง ยาผงละลายน้ำผึ้ง หรือ จะใช้เป็นยาภายนอกก็ได้ ซึ่งเป็นรูปแบบการใช้ยาเปลือกสมุลแว้งที่จะกล่าวถึงในที่นี้ คือ ยาแก้ไข้ปวดหัว ในคัมภีร์แพทย์แผนโบราณ เล่ม 1 ของขุนโสภิตบรรณลักษณ์ (อำพัน กิตติขจร) ซึ่งมีวิธีใช้ยาง่าย ๆ เหมือนกรรมวิธีของแพทย์พื้นบ้าน กล่าวคือ “เอาเปลือกสมุลแว้งฝนกับน้ำปูนใสทาเบื้องสูง” คำว่าเบื้องสูง ในที่นี้หมายถึงศีรษะบริเวณกระหม่อมนั่นเอง

ดังนั้น จึงขอให้เตรียมเปลือกสมุลแว้งและน้ำปูนใสเป็นยาสามัญประบ้านไว้ ยามป่วยเป็นไข้ปวดหัวตัวร้อนคราวไรลองใช้น้ำยาที่ได้จากการฝนเปลือกสมุลแว้งกับน้ำปูนใส ทากระหม่อมดู เด็กใช้ได้ ผู้ใหญ่ใช้ดี รับรองได้ผลชะงัดและปลอดภัย โดยไม่ต้องกินยา นี่แหละคือภูมิปัญญาอันเหนือชั้นของการแพทย์แผนไทยที่ท้าให้พิสูจน์.

https://www.thefest.com/Images/acetoto888/ https://www.thefest.com/Images/acegaming888/ https://www.thefest.com/Images/plazaslot/
slot thailand